จากตัวจังหวัดอุบลราชธานีไปยังอำเภอโขงเจียม ระยะทางประมาณ 80 กิโลเมตร แล้วเดินทางไปตามเส้นทางยุทธศาสตร์สายโขงเจียม-เขมราฐ อีก 15 กิโลเมตร เลี้ยวขวาต่อไปอีก 5 กิโลเมตร จนถึงภูขาม ท้องที่บ้านหนองผือน้อย ตำบลห้วยไผ่ อำเภอโขงเจียม ซึ่งที่ทำการอุทยานแห่งชาติผาแต้มตั้งอยู่ ปัจจุบันเส้นทางนี้ไปสิ้นสุดบนลานภูผาขาม.

โครงงานสถานที่ท่องเที่ยว  ผาแต้ม

ภาคเรียนที่ 1   ปีการศึกษา 2548 โรงเรียนพิบูลมังสาหาร
ตำบลพิบูลมังสาหาร อำเภอพิบูลมังสาหาร      จังหวัดอุบลราชธานี

เหตุผลที่เลือกทำโครงงานนี้
 เพื่อให้ทุกคนได้รู้ถึงสถานที่ท่องเที่ยวทางยุคประวัติศาสตร์
ความสำคัญของโครงงานนี้
  อยากให้ผู้อื่นได้รู้ถึงสถานที่ท่องเที่ยวเกี่ยวกับประวัติศาสตร์และความเป็น
อยู่ในสมัยโบราณและท่องเที่ยวถึงธรรมชาติที่สวยงาม
จุดประสงค์ในการทำโครงงานนี้
  (1)  เพื่อให้สำรวจธรรมชาติ
(2)  เพื่อสำรวจประวัติศาสตร์
(3)  เพื่อให้รู้สถานที่ที่งดงามในจังหวัดอุบลราชธานี
(4)  เพื่อให้ทุกคนได้รู้จักวิถีชีวิตของผู้คนในยุคก่อนประวัติศาสตร์
(5)  เพื่อเผยแพร่แหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติของจังหวัดอุบลราชธานี
ค่าใช้จ่าย
จัดหาซื้อแผ่น CD ราคา 10 บาท
ผลที่คาดว่าจะได้รับ
  (1) ได้ประสบการณ์ที่ดี
(2) ได้ใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์
(3) ได้ความสนุกสนานและความประทับใจ
สำรวจแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติและประวัติศาสตร์ของสถานที่ท่องเที่ยว
สถานที่                       ผาแต้ม
งบประมาณ                  600 บาท
การเดินทาง                 รถยนต์ส่วนตัว
ระยะการเดินทาง           2 ชม.
วัตถุประสงค์ในการทำงาน
เพื่อสำรวจแหล่งท่องเที่ยว
เพื่อศึกษาดูสถานที่ทำงานต่างๆ
เพื่อสำรวจทรัพยากรธรรมชาติ
เครื่องมือที่ใช้ในการเดินทางและเก็บข้อมูล
         -รถยนต์
         -กล้องถ่ายรูป
  สมาชิกทำโครงงานผาแต้ม  

ลำดับที่

ชื่อ-นามสกุล ห้อง เลขที่ หน้าที่ในกลุ่ม
1 กมลทิพย์        จันทร์คำ        ม.4/1 16 ประธานกลุ่ม
2 จุรีรัตน์            ชาวดอน ม.4/1 24 เลขานุการ
3  พัฒนา            แสนทวีสุข ม.4/1 1 เหรัญญิก
4 วิวรรทน์              เจริญศรี ม.4/1 4 สมาชิก
5 รัชนี               ชุมนวล ม.4/1 15 สมาชิก
6 ภัทราพร         คำสวัสดิ์ ม.4/1 20 สมาชิก
7 น้ำฝน             สายสี ม.4/1 25 สมาชิก
 
ของอุทยานแห่งชาติผาแต้ม เป็นที่ราบสูงและเนินเขาชันที่มีลักษณะสูงๆ ต่ำๆ สลับกันไปตามพื้นที่ ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ทางธรณีวิทยา ที่เกิดจากการแยกตัวของผิวโลก เทือกเขาแห่งนี้ เป็นเทือกเขาเดียวกับเขาพนมดงรัก หรือดงเร็ก ซึ่งมีเขาพระวิหารตั้งอยู่ ทางธรณีวิทยาเรียกชั้นหินของพื้นที่แห่งนี้ว่า "หน่วยภูพานและพระวิหาร" เป็นภูเขาหินทราย มีที่ราบอยู่บ้างแถบริมห้วยและตามแนวแม่น้ำโขง ในส่วนของพื้นที่ราบสูงแต่ละแห่งนี้ มีเนื้อที่ประมาณ 800-1,300 ไร่ และห่างจากลำน้ำประมาณ 1-2 กิโลเมตร จะเป็นหน้าผาสูงชัน พื้นที่ทั่วไป เป็นหินทราย มีลานหินกระจัดกระจายทั่วพื้นที่ ดินที่พบในแถบที่ราบลุ่มเป็นดินร่วนปนทราย และดินเหนียว แถบริมแม่น้ำมีตะกอนและฮิวมัสมาก ส่วนบริเวณที่ราบสูงเป็น พวกดินทรายและดินลูกรัง เป็นต้นกำเนิดลำห้วยน้อยใหญ่มากมาย (ภาษาท้องถิ่นเรียกลำห้วยว่า "แซ") ที่สำคัญ ได้แก่ ห้วยใหญ่ ห้วยสร้อย ห้วยแหละหลอย ห้วยพอก ฯลฯ ซึ่งลำห้วยต่างๆ เหล่านี้ส่วนใหญ่จะไหลลงสู่แม่น้ำโขง
 

จะแบ่งออกเป็นฤดูฝน เริ่มตั้งแต่เดือนมิถุนายนถึงเดือนกันยายน ฤดูหนาว เริ่มตั้งแต่เดือนตุลาคมถึงเดือนกุมภาพันธ์ ฤดูร้อน เริ่มตั้งแต่เดือนมีนาคมถึงเดือนพฤษภาคม อุณหภูมิไนแต่ละฤดู แตกต่างกันอย่างมาก ฤดูฝนจะมีพายุฝนฟ้าคะนองอยู่บ่อย ๆ ในฤดูหนาวอากาศเย็นอย่างแห้งแล้ง ความชื้นในอากาศมีน้อย ในฤดูร้อนอากาศร้อนมาก 

 
เป็นป่าเต็งรัง ตามพื้นที่ที่มีหินโผล่จะมีลักษณะเป็นป่าโปร่ง ต้นไม้แคระแกร็น มีความสวยงามตามธรรมชาติ พันธุ์ไม้ที่สำคัญ ได้แก่ เต็ง รัง เหียง ประดู่ และเหมือด ไม้พื้นล่างเป็นพวกไผ่ป่า หญ้าต่างๆ ข่อยหิน และไม้ล้มลุกที่ออกดอกตามซอกลานหินทั่วไป เช่น หยาดน้ำค้าง แดงอุบล เอนอ้า เหลืองพิสมร ตลอดจนไม้ดอกที่ขึ้นกระจายอยู่ทั่วพื้นที่ เช่น ดุสิตา สร้อยสุวรรณ ทิพเกสร กระดุมเงิน สภาพป่าจะเปลี่ยนเป็นป่าดิบแล้ง ในบริเวณที่ราบลุ่มแถบริมห้วย หรือริมแม่น้ำ เนื่องจากมีความชุ่มชื้นพอประมาณตลอดปี พันธุ์ไม้ที่สำคัญ ได้แก่ ยาง กระบาก รกฟ้า ตะแบกเลือด ไม้พื้นล่างเป็นพวกไม้เถา ไม้เลื้อยต่างๆ นอกจากนี้ ยังพบป่าสนสองใบ ที่ขึ้นเองตามธรรมชาติ กระจัดกระจายในส่วนที่เป็นพื้นที่ราบบนภูต่างๆ ทั่วพื้นที่ ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนมีนาคม เหมาะแก่การศึกษาพรรณไม้ เพราะป่าจะเปลี่ยนสีผลัดใบ และมีไม้ใหญ่บางชนิด ออกดอกผลิบาน เช่น รัง ตะแบกเลือด พุดผา และช้างน้าว หรือเหมย เป็นต้น
 

 ประเภทเลี้ยงลูกด้วยนมขนาดใหญ่ยังไม่พบ แต่ขนาดเล็กลงมาที่พบโดยทั่วไป เช่น สุนัขจิ้งจอก กระต่ายป่า อีเก้ง ชะมด บ่าง ในฤดูแล้งเมื่อระดับน้ำในแม่น้ำโขงลดลงมาก มักจะพบเห็นสัตว์ประเภท หมูป่า และเลียงผา ว่ายน้ำข้ามมาฝั่งไทยอยู่เสมอๆ ในลำน้ำโขง มีปลาน้ำจืดชนิดต่างๆ มากมาย ส่วนนกนานาชนิดที่พบเห็น เช่น นกขุนทอง นกยูง เหยี่ยว อีกา นกขุนแผน นกกระเต็น เป็นต้น

 

 

ในช่วงปลายฤดูฝนถึงฤดูหนาว ราวเดือนกันยายนถึงเดือนธันวาคม จะเป็นช่วงที่พรรณไม้นานาชนิด ออกดอกบานสะพรั่ง ไม่ว่าจะเป็นไม้ใหญ่ (เข่น กะอาม รักป่า ตั้งตู่น เดือยไก่ เป็นต้น) ไม้พุ่ม (เช่น หัวไก่โอก หรือขี้อ้นแดง หูเสือ ข่อยหิน พุดทุ่ง โครงเครงขี้นก เป็นต้น) ไม้เถาไม้เลื้อย (เช่น น้ำเต้าลม หม้อข้าวหม้อแกงลิง เป็นต้น) กล้วยไม้ (เช่น เอื้องนวลจันทร์ เอื้องแดงอุบล เอื้องม้าวิ่ง สิงโตสมอหิน เป็นต้น) และโดยเฉพาะไม้ล้มลุกที่ออกดอกเป็นทุ่งอย่างงดงาม เช่น ดุสิตา สร้อยสุวรรณา ทิพเกสร หรือนกน้อย หญ้าบัว กระดุมเงิน หงอนนาค ส้มเช้า หญ้าไฟตะกาดหรือปัดน้ำ หยาดน้ำค้าง เทียนน้อย เทียนดอย หญ้ารากหอม ดาวกระจาย หรือดาวดิน เกล็ดหอย เป็นต้น ซึ่งไม้ล้มลุกเหล่านี้ มีกระจัดกระจายอยู่ทั่วพื้นที่ โดยพบตามบริเวณลานหินลานดินที่ชื้นแฉะ มีน้ำขัง หรือมีน้ำไหลผ่าน นอกจากนี้ ยังพบป่าสนสองใบขี้นกระจายอยู่ทั่วไปตามพี้นที่ราบบนภูต่างๆ โดยเฉพาะบนภูนาทามและภูจ้อมก้อม ที่มีอยู่เป็นดงหนาแน่น ทั้งๆ ที่มีความสูงจากระดับน้ำทะเลปานกลางประมาณ 500 เมตรเท่านั้น
 
   ในอดีตชาวบ้านที่ทำกินในบริเวณใกล้เคียงพื้นที่ป่าภูผาโหล่น น้อยคนนักที่เดินทางเข้าไปในป่าวามเชื่อว่า ผาแต้มเป็นเขตต้องห้าม ภูผาเหล่านี้มีความศักดิ์สิทธิ์ เป็นภูผาแห่งความตายตาย ใครล่วงล้ำเข้าไปมักมีอันเป็นไป อาจเจ็บไข้ หรือเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ พื้นที่ป่าภูผาโหล่นบริเวณผาแต้มได้ถูกเปิดเผยจนเป็นที่รู้จักกันทั่วไป เมื่อคณะอาจารย์และนักศึกษาจากภาควิชามนุษย์วิทยา มหาวิทยาลัยศิลปากร ได้มาทำการสำรวจและค้นพบภาพเขียนสีโบราณสมัยก่อนประวัติสาสตร์ที่ผาแต้ม ท้องที่บ้านกุ่ม ตำบลห้วยไผ่ อำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี ประกอบกับสภาพป่าในบริเวณใกล้เคียงยังอุดมสมบูรณ์อยู่จึงได้ทำหนังสือ ลงวันที่ 26 พฤษภาคม 2524 เสนอต่อกองอุทยานแห่งชาติ ซึ่งกองอุทยานฯได้จัดส่งเจ้าหน้าที่ไปทำการสำรวจ และมีความเห็นเช่นเดียวกับ สถาบันที่เสนอมา แต่ให้ผนวกพื้นที่บริเวณผาแต้มและใกล้เคียงทั้งหมดเข้าไปส่วนหนึ่งของอุทยานแห่งชาติแก่งตะนะ ต่อมากรมป่าไม้ได้พิจารณาว่าพื้นที่บริเวณดังกล่าวเป็นพื้นที่คนละส่วนและอยู่ห่างไกลกับอุทยานฯ แก่งตะนะตลอดจนมีอาณาเขตกว้างขวาง เกรงว่าอุทยานฯ แก่งตะนะจะดูแลไม่ถั่วถึง และเป็นการสนับสนุนนโยบายของรัฐบาลตามโครงการอีสานเขียวชองกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและป่าไม้ เพื่อพัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวและการศึกษาหาความรู้ทางวิชาการจึงได้มีประกาศลงในราชกิจจานุเบกษา ลงในวันที่ 31 ธันวาคม 2534 ให้ผาแต้มเป็นอุทยานแห่งชาติ นับเป็นอุทยานแห่งชาติลำดับที่74 ของประเทศไทย
 
อุทยานแห่งชาติผาแต้มมีพื้นที่ประมาณ 340 ตารางกิโลเมตร. หรือ 212,500 ไร่ อยู่ห่างจากตัวเมือง 95 กม. และห่างจากอ.โขงเจียม 17 กม. ครอบคลุมพื้นที่ อ.โขงเจียม อ.ศรีเมืองใหม่ และ อ.โพธิ์ไทร มีพื้นที่ติดกับลาวโดยมีแม่น้ำโขงเป็นเส้นแบ่งพนมแดน ประกอบด้วยสภาพป่าที่อุดมสมบูรณ์และสัตว์ป่านานาชนิด มีจุดเด่นที่สวยงามตามธรรมชาติมากมาย นอกจากนี้ยังได้มีการค้นพบภาพเขียนสีโบราณสมัยก่อนประวัติศาสตร์ อายุราว 3,000 – 4,000 ปี ที่บริเวณผาขาม ผาแต้ม ผาเจ๊ก และผาเมย กล่าวได้ว่าเป็นอุทยานแห่งชาติแห่งแรกในไทยที่มีแม่น้ำโขงเป็นส้นกั้น พรมแดนระหว่างไทยและลาว และเป็นอุทยานแห่งชาติที่มีพื้นที่ยาวที่สุดทำให้มองเห็นทิวทัศน์ได้ดีเหมาะแก่การชมวิวพระอาทิตย์ขึ้นและตก.